“กีฬาบริดจ์”

bridge-pathum-logo 

ประวัติชมรมบริดจ์

กีฬาบริดจ็ ได้ชื่อว่าเป็นกีฬาเก่าแก่อีกประเทภหนึ่งที่มีคนเล่นกว่า 100 ล้านตนทั่วโลก แม้แต่มหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของโลกอย่าง “บิลล์ เกตส์” เจ้าของไมโครซอฟท์ ยังชื่นชมและเชื่อว่ากีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาที่พัฒนาสมองจนลงทุนมอบเงินก้อนโตให้สมาคมบริดจ์ในเอมริกา นำไปทำโครงการสอนบริดจ์เด็กนักเรียนชั้นประถมศีกษา ซึ่งต่างจากกีฬาอื่นๆ ซึ่งมุ่งเน้นแต่พัฒนาร่างกาย ความแข็งแรง และสุขภาพ

กีฬาบริดจ์ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ท่านทรงเสด็จไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และเป็นช่วงที่กีฬาบริดจ์เป็นกีฬายอดนิยมที่อังกฤษ พระองค์ท่านจึงนำกีฬานี้กลับมาเล่นในพระราชวังกับข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่ง จนใน พ.ศ. 2491 จึงได้มีการก่อตั้ง“สมาคมบริดจ์แห่งประเทศไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันกีฬามีการเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐวิสาหกิจและสโมสรต่างๆ อย่างเป็นทางการ เช่นราชกรีฑาสโมสร สโมสรทหารอากาศ และสโมสรจองรัฐวิสาหกิจต่างๆ

ปี 2543 กีฬาบริดจ์ได้รับการบรรจุเข้าร่วมการแข่งขัน“มหานครเกมส์” เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้น กีฬาบริดจ์ก็ได้รับการบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาแห่งชาติครั้งต่อๆ มาในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ “ราชบุรีเกมส์” และ“พิษณุโลกเกมส์” จังหวัดปทุมธานี ได้ส่งนักกีฬาบริดจ์ ไปเข้าร่วมแข็งขัน และสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดปทุมธานี โดยแข่งขันชนะเลิศในประเภทต่างๆ ได้รับเหรียญทอง เหรียญเงินและเหรียญทองแดง จำนวนหลายเหรียญ

ปี 2552 ทางคณะกรรมการสมาคมกีฬาจังหวัดปทุมธานีชุดใหม่ ซึ่งมีนายชาญ พวงพ็ชร เป็นนายกสมาคมฯ และนายวิระศักดิ์ ฮาดดา เป็นเลขาธิการสมาคมฯ ได้แนะนำให้กีฬาบริดจ์จัดตั้งเป็นชมรมของจังหวัดปทุมธานีขึ้น เพื่อจะได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกีฬาบริดจ์ให้ชาวจังหวัดปทุมธานีได้ทราบ พร้อมทั้งพัฒนาฝีมือนักกีฬา ฝึกฝนนักกีฬารุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างชื่อเสียงให้จังหวัดปทุมธานีในอนาคต

ทางชมรมบริดจ์ปทุมธานีจึงได้ทำการจัดตั้งชมรมฯขึ้นโดยเรียนเชิญ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช อดีตสมาชิกวุฒิสภาซึ่งปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง “ประธานสมาพันธ์บริดจ์ภาคพื้นเอเซียแปซิฟิค” ให้เกียรติมาเป็นที่ปรีกษาชมรมฯ และจัดให้มีกรรมการครบตามระเบียบของสมาคมกีฬาจังหวัด เพื่อมุ่งหวังที่จะดำเนินกิจกรรมของชมรมฯ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ข้างต้นอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่จังหวัดปทุมธานี

 

ประวัติกีฬาบริดจ์
บริดจ์เริ่มจากประเทศใดไม่มีหลักฐานระบุไว้แน่ชัด แต่คงจะเล่นกันครั้งแรกที่ยุโรปประมาณปี ค.ศ. 1860 (พ.ศ. 2403) รัสเชียอ้างว่าเป็นต้นคิด ตุรกีระบุว่าเล่นกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล ฝรั่งเศสเล่นเกมชื่อ “ เคดีฟ” ที่ริเวียร่า
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ กำหนดให้มือที่แจกไพ่เป็นผู้กำหนดหน้าทรัมพ์และเพิ่มการเล่นแบบไม่มีทรัมพ์ขึ้น นักประวัติศาสตร์บริดจ์เรียกกว่า บริดจ์วิสท์
วิสท์ (Whist ) คือเกมชนิดหนึ่งที่ใช้ไพ่เป็นองค์ประกอบในการเล่น และถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของบริดจ์วิสท์ เริ่มเล่นกันมานานมาก คาดว่าเล่นกันครั้งแรกในปี 1500(พ.ศ.1943) หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย และเริ่มเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในหมู่พลเมืองที่พูดภาษาอังกฤษประมาณปี ค.ศ.1700 หรือ 200 ปีผ่านมาแล้ว และในปัจจุบันก็ยังคงนิยมเล่นกันอยู่เสมอๆ ทั้งนี้ เนื่องจากการเล่นวิสท์เป็นการเล่นที่ง่ายมาก กล่าวคือ แจกไพ่ทั้งสำหรับให้คน 4 คน คนละ 13 ใบ และเปิดไพ่ใบสุดท้ายของผู้แจก ซึ่งจะกำหนดให้เป็นชุด ทรัมพ์ เช่น เปิดชุดโพดำ ใครถือโพดำไว้ก็เป็นทรัมพ์ได้หมด เล่นทีละใบใครเล่นตัวใหญ่สุดก็ได้กิน และถ้าไม่มีชุดที่เล่นก็นำไพ่ที่กำหนดเป็นชุดทรั้มพ์ออกมาเล่นได้ถือว่าใหญ่กว่าชุดที่กำลังเล่นอยู่ เล่นไปจนครบทั้ง 13 ใบ แล้วก็นับไพ่ที่กินได้และไพ่ที่เสียฝ่ายใดได้กินไพ่มากกว่า 6 ครั้ง (ภาษาไพ่เรียกว่า ตอง แม้จะมีไพ่ 4 ใบก็ตาม) ถือว่าได้แต้ม แต้มที่เพิ่มจาก 6 เริ่มนับจากหนึ่งไปจนถึงกินได้ 13 ตอง ได้ 7 แต้ม ครบ 7 แต้มถือว่าเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายแพ้จะเสียแต้ม เท่าไรให้หักออกจากเจ็ดเท่านั้น แม้บางครั้งฝ่ายชนะอาจได้แต้มมากกว่า 7 แต้มก็ได้
แต่ในประเทศอังกฤษ การคิดคะแนนสำหรับวิสท์เกมก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้สนใจอาจจะหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ The Pocket Book of Game เขียนโดย Albert H. Morehead เดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1945
ในปี 1894 (พ.ศ.2437) บริดจ์แพร่หลายเข้าไปในประเทศอังกฤษโดย ลอร์ด บราฮัม กลับจากบริดจ์ที่ริเวียร่าแล้วไปเล่นวิสท์ที่สโมสรปอร์ตแลนด์ที่กรุงลอนดอนปรากฏว่าลืมไปคิดว่ากำลังเล่นบริดจ์ เลยแจกไพ่หมดทุกใบไม่ได้หงายไพ่ใบสุดท้าย ดังนั้นจึงถือโอกาสสอนวิธีการเล่นบริดจ์ให้แก่สมาชิกสโมสรเสียเลย
การเล่นบริดจ์เริ่มพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ ในปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ.2446) เกิดอ๊อกชั่นบริดจ์ (Auction Bridge ) ขึ้นคือ แทนที่ผู้แจกไพ่ (dealer ) จะกำหนดทรัมพ์เองก็มีการประมูลหน้าทรัมพ์ขึ้นมีการกำหนดศักดิ์ใหญ่ (Major ) ศักดิ์เล็ก (Minor ) และปรับปรุงระบบการให้แต้มใหม่ อ๊อกชั่นบริดจ์ เป็นที่นิยมเล่นกันมากกว่าบริดจ์วิสท์เสียอีก นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1907 เป็นต้นมาจนถึงปี ค.ศ.1930 มีผู้นิยมเล่นเกมนี้กันมาก โดยเฉพาะในประเทศที่พลเมืองพูดภาษาอังกฤษ แม้ต่อมาจะมีการคิดค้นการเล่นแบบคอนแทรคบริดจ์แล้วก็ตามอ๊อกชั่นบริดจ์ก็ยังไม่เสื่อมความนิยมลง
หลักการเล่นคอนแทรคบริดจ์เริ่มแพร่หลายเมื่อปี ค.ศ.1915(พ.ศ.2458) แต่ต่อมาในปี ค.ศ.1926 (พ.ศ.2469) ฮาร์โรลด์ เอส แวนเดอบิลท์ (Harold S. Vanderbilt ) ได้ท่องเที่ยวทางเรือจากลอสแองเจลิสไปฮาวานา เขาใช้เวลาว่างวางกฎเกณฑ์การเล่นบริดจ์ขึ้นมาใหม่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ว่าเขาเป็นผู้ให้กำเนิดคอนแทรคบริคจ์ในปัจจุบัน และต่อมาในปี ค.ศ.1929 (พ.ศ. 2472) คัลเบิตสัน (Ely Culbertson ) ได้วางมาตรฐาน การเล่นคอนแทรคบริดจ์ ส่วนผู้เขียนตำราคนอื่นๆ เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนแก้ไขเท่านั้น โดยอาศัยมูลรากที่คัลเบิตสันวางไว้เป็นหลักนอกจากนี้คัลเบิตสันยังคิดการประมูลถามชุดไพ่ว่าชุดนั้นดีหรือไม่อย่างไร (Asking Bid ) และกฎแห่งการได้สัดส่วนกัน (Law of Symmetry ) ขึ้นซึ่งทำให้การแบ่งเฉลี่ยของรูปไพ่ล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น
1.ถ้าท่านหรือดำมี่ถือไพ่ไม่แบ่งเฉลี่ย (Freak ) 5-4-3-1 ชุดทรัมพ์ก็มักจะไม่แบ่งเฉลี่ย เช่นกัน คือจะมีรูปไพ่ 5-4-3-1 ด้วย
2.ถ้ามือท่านและดัมมี่ที่มีไพ่ชุดใดชุดหนึ่ง 9 ตัว จาก 13 ตัว และถือนำด้วย A และ K J แล้วก็จะต้อง Q มากกว่าเล่น A และ K ล่วงลงมา (ไม่ใช่ Doubleton Queen ) ต่อมา คัลเบิตสัน ได้ยกเลิกระบบการประมูลสามสองเชิง (Two way Three Bid ) และแนะนำว่าคนเปิด 3 ในชุดนั้นไม่ควรมีA มากกว่าหนึ่งตัว นอกจาก A ในชุดที่เปิดไพ่
สมัยนั้นเชื่อกันว่า สิ่งใดก็ตามที่คัตเบิตสันกล่าวไว้ในเรื่องบริดจ์ นักบริดจ์ทุกคนจะต้องรู้และจำได้เสมอ
บริดจ์ประเทศไทย
จากข้อเขียนของ ดร. มนู วีระบุรุษ ในหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ระบุว่า บริดจ์เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ขณะที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จกลับจากประเทศอังกฤษหลังจากสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) ขณะนั้นบริดจ์กำลังเป็นที่นิยมกันในอังกฤษ บริดจ์จึงมีกำเนิดขึ้นที่วังพญาไท มีข้าราชบริพารและคนสนิทเริ่มเล่นกันหลายคน เช่น พระยาสุจริตดำรง (บิดาคุณ โกวิท สุจริตกุล นักบริดจ์มือหนึ่งของประเทศไทย) นาย กวด หุ้มแพร และ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นต้น

ประวัติกีฬาบริดจ์ 

บริดจ์เริ่มจากประเทศใดไม่มีหลักฐานระบุไว้แน่ชัด แต่คงจะเล่นกันครั้งแรกที่ยุโรปประมาณปี ค.ศ. 1860 (พ.ศ. 2403) รัสเชียอ้างว่าเป็นต้นคิด ตุรกีระบุว่าเล่นกันที่กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล ฝรั่งเศสเล่นเกมชื่อ “เคดีฟ” ที่ริเวียร่า

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ กำหนดให้มือที่แจกไพ่เป็นผู้กำหนดหน้าทรัมพ์และเพิ่มการเล่นแบบไม่มีทรัมพ์ขึ้น นักประวัติศาสตร์บริดจ์เรียกกว่า บริดจ์วิสท์

วิสท์ (Whist ) คือเกมชนิดหนึ่งที่ใช้ไพ่เป็นองค์ประกอบในการเล่น และถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของบริดจ์วิสท์ เริ่มเล่นกันมานานมาก คาดว่าเล่นกันครั้งแรกในปี 1500(พ.ศ.1943) หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย และเริ่มเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในหมู่พลเมืองที่พูดภาษาอังกฤษประมาณปี ค.ศ.1700 หรือ 200 ปีผ่านมาแล้ว และในปัจจุบันก็ยังคงนิยมเล่นกันอยู่เสมอๆ ทั้งนี้ เนื่องจากการเล่นวิสท์เป็นการเล่นที่ง่ายมาก กล่าวคือ แจกไพ่ทั้งสำหรับให้คน 4 คน คนละ 13 ใบ และเปิดไพ่ใบสุดท้ายของผู้แจก ซึ่งจะกำหนดให้เป็นชุด ทรัมพ์ เช่น เปิดชุดโพดำ ใครถือโพดำไว้ก็เป็นทรัมพ์ได้หมด เล่นทีละใบใครเล่นตัวใหญ่สุดก็ได้กิน และถ้าไม่มีชุดที่เล่นก็นำไพ่ที่กำหนดเป็นชุดทรั้มพ์ออกมาเล่นได้ถือว่าใหญ่กว่าชุดที่กำลังเล่นอยู่ เล่นไปจนครบทั้ง 13 ใบ แล้วก็นับไพ่ที่กินได้และไพ่ที่เสียฝ่ายใดได้กินไพ่มากกว่า 6 ครั้ง (ภาษาไพ่เรียกว่า ตอง แม้จะมีไพ่ 4 ใบก็ตาม) ถือว่าได้แต้ม แต้มที่เพิ่มจาก 6 เริ่มนับจากหนึ่งไปจนถึงกินได้ 13 ตอง ได้ 7 แต้ม ครบ 7 แต้มถือว่าเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายแพ้จะเสียแต้ม เท่าไรให้หักออกจากเจ็ดเท่านั้น แม้บางครั้งฝ่ายชนะอาจได้แต้มมากกว่า 7 แต้มก็ได้

แต่ในประเทศอังกฤษ การคิดคะแนนสำหรับวิสท์เกมก็แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้สนใจอาจจะหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ The Pocket Book of Game เขียนโดย Albert H. Morehead เดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1945      ในปี 1894 (พ.ศ.2437) บริดจ์แพร่หลายเข้าไปในประเทศอังกฤษโดย ลอร์ด บราฮัม กลับจากบริดจ์ที่ริเวียร่าแล้วไปเล่นวิสท์ที่สโมสรปอร์ตแลนด์ที่กรุงลอนดอนปรากฏว่าลืมไปคิดว่ากำลังเล่นบริดจ์ เลยแจกไพ่หมดทุกใบไม่ได้หงายไพ่ใบสุดท้าย ดังนั้นจึงถือโอกาสสอนวิธีการเล่นบริดจ์ให้แก่สมาชิกสโมสรเสียเลย      

การเล่นบริดจ์เริ่มพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ ในปี ค.ศ. 1903 (พ.ศ.2446) เกิดอ๊อกชั่นบริดจ์ (Auction Bridge ) ขึ้นคือ แทนที่ผู้แจกไพ่ (dealer ) จะกำหนดทรัมพ์เองก็มีการประมูลหน้าทรัมพ์ขึ้นมีการกำหนดศักดิ์ใหญ่ (Major ) ศักดิ์เล็ก (Minor ) และปรับปรุงระบบการให้แต้มใหม่ อ๊อกชั่นบริดจ์ เป็นที่นิยมเล่นกันมากกว่าบริดจ์วิสท์เสียอีก นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1907 เป็นต้นมาจนถึงปี ค.ศ.1930 มีผู้นิยมเล่นเกมนี้กันมาก โดยเฉพาะในประเทศที่พลเมืองพูดภาษาอังกฤษ แม้ต่อมาจะมีการคิดค้นการเล่นแบบคอนแทรคบริดจ์แล้วก็ตามอ๊อกชั่นบริดจ์ก็ยังไม่เสื่อมความนิยมลง    

หลักการเล่นคอนแทรคบริดจ์เริ่มแพร่หลายเมื่อปี ค.ศ.1915(พ.ศ.2458) แต่ต่อมาในปี ค.ศ.1926 (พ.ศ.2469) ฮาร์โรลด์ เอส แวนเดอบิลท์ (Harold S. Vanderbilt ) ได้ท่องเที่ยวทางเรือจากลอสแองเจลิสไปฮาวานา เขาใช้เวลาว่างวางกฎเกณฑ์การเล่นบริดจ์ขึ้นมาใหม่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ว่าเขาเป็นผู้ให้กำเนิดคอนแทรคบริคจ์ในปัจจุบัน และต่อมาในปี ค.ศ.1929 (พ.ศ. 2472) คัลเบิตสัน (Ely Culbertson ) ได้วางมาตรฐาน การเล่นคอนแทรคบริดจ์ ส่วนผู้เขียนตำราคนอื่นๆ เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนแก้ไขเท่านั้น โดยอาศัยมูลรากที่คัลเบิตสันวางไว้เป็นหลักนอกจากนี้คัลเบิตสันยังคิดการประมูลถามชุดไพ่ว่าชุดนั้นดีหรือไม่อย่างไร (Asking Bid ) และกฎแห่งการได้สัดส่วนกัน (Law of Symmetry ) ขึ้นซึ่งทำให้การแบ่งเฉลี่ยของรูปไพ่ล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น    

  1. ถ้าท่านหรือดำมี่ถือไพ่ไม่แบ่งเฉลี่ย (Freak ) 5-4-3-1 ชุดทรัมพ์ก็มักจะไม่แบ่งเฉลี่ย เช่นกัน คือจะมีรูปไพ่ 5-4-3-1 ด้วย  
  2.  ถ้ามือท่านและดัมมี่ที่มีไพ่ชุดใดชุดหนึ่ง 9 ตัว จาก 13 ตัว และถือนำด้วย A และ K J แล้วก็จะต้อง Q มากกว่าเล่น A และ K ล่วงลงมา (ไม่ใช่ Doubleton Queen ) ต่อมา คัลเบิตสัน ได้ยกเลิกระบบการประมูลสามสองเชิง (Two way Three Bid ) และแนะนำว่าคนเปิด 3 ในชุดนั้นไม่ควรมีA มากกว่าหนึ่งตัว นอกจาก A ในชุดที่เปิดไพ่    

สมัยนั้นเชื่อกันว่า สิ่งใดก็ตามที่คัตเบิตสันกล่าวไว้ในเรื่องบริดจ์ นักบริดจ์ทุกคนจะต้องรู้และจำได้เสมอ

 

บริดจ์ประเทศไทย

จากข้อเขียนของ ดร. มนู วีระบุรุษ ในหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ระบุว่า บริดจ์เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ขณะที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จกลับจากประเทศอังกฤษหลังจากสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) ขณะนั้นบริดจ์กำลังเป็นที่นิยมกันในอังกฤษ บริดจ์จึงมีกำเนิดขึ้นที่วังพญาไท มีข้าราชบริพารและคนสนิทเริ่มเล่นกันหลายคน เช่น พระยาสุจริตดำรง (บิดาคุณ โกวิท สุจริตกุล นักบริดจ์มือหนึ่งของประเทศไทย) นาย กวด หุ้มแพร และ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นต้น

 

ชมรมกีฬา